วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

ต้นส้มแสนรัก โดย โจเซ่ วาสคอนเซลอส สมบัติเครือทอง แปล

ต้นส้มแสนรัก โดย โจเซ่ วาสคอนเซลอส แปลโดย สมบัติเครือทอง เป็นนิยายเยาวชน แบ่งออกเป็นสองภาค ภาคแรกเป็นเรื่องราวของ ของเด็กชาย คนหนึ่งซึ่งเกิดมาในครอบครัวยากจน มีพี่น้องหลายคน มีทั้งพี่สาวและพี่ชาย รวมทั้งน้องชาย พ่อมักจะตกงานอยู่เสมอ ส่วนแม่ก็ต้องทำมาหากินทำให้ไม่มีเวลาที่จะมาพะเน้าพะนอ ปล่อยให้เขาอยู่กับพี่สาวบ้าง พี่ชายบ้าง เด็กอายุแค่สามสี่ขวบต้องอยู่ในโลกแห่งความฝันและจินตนาการของตนเองใช้ชีวิต แก่นแก้ว แสนซน ไปตามจินตนาการของตนเอง ใช้เชาว์วัยไหวพริบ ของตนในการเอาตัวรอดและเล่นสนุกไปวันๆ ชนิดที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ และจบลงด้วยการทำร้ายทุบตีเขาเป็นประจำ ทำให้ต้องหดกลับชีวิตไปอยู่ในโลกของจินตนาการ ซึ่งเต็มไปด้วย ความฝัน ความหวัง เขาโหยหาพ่อที่รักเขา และเข้าใจเขา โดยการเอาคนนั้นคนนี้มาเปรียบเป็นพ่อ ทดแทนในสิ่งที่ตัวเองมีแต่เข้าไม่ถึง ความลำบากยากแค้นของครอบครัวทำให้ต้องย้ายถิ่นที่ ในโลกแห่งจินตนาการเขามีต้นส้มเป็นเพื่อน พูดคุย บอกเล่าความในใจ เล่าเรื่องราวประสบการณ์ในแต่ละวันให้ฟังเป็นการระบายออกทางหนึ่งของความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจเขา การเล่นซุกซนการเล่นแผลงๆยิ่งทำให้ความเข้าใจของผู้คนและเขามีช่องว่างห่างกันออกไปจนแม้แต่ คนที่รักเขาและเข้าใจเขาในที่สุดก็ต้องจากไปเพราะอุบัติเหตุรถไฟชน มิหนำซ้ำต้นส้มที่เขารักเสมือนเพื่อนและเป็นผู้ที่เข้าใจเขามากที่สุด ก็ประสบชตากรรมถูกโค่นทำลายไป ทำให้รู้สึกช็อคกับชีวิตในความสูญเสีย

ภาคสอง เขาเริ่มโตวัยสิบกว่าขวบถูกยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของสามี ภรรยาคู่หนึ่งที่มีฐานะดีกว่าครอบครัวเดิมแต่อยูกันคนละเมือง เรื่องราวของเขาก็ยังคงเป็นเรื่องของการเล่นซนแผลงๆตามประสาเด็กและถูกบังคับให้อยู่ในกฎเกณฑ์ ซึ่งเขาก็มักแหกกฎฉีกกรอบกติกาอยู่เป็นประจำทำให้ถูกลงโทษอยู่เนืองๆ มีทั้งความผิดมากความผิดน้อย ต่างกรรมต่างวาระสร้างความสุขให้กับผู้อ่านได้ติดตามโลกส่วนตัวของเขาและทำให้เข้าใจเด็กๆมากขึ้น บางครั้งบางคราวก็มิใช่ความผิดของเขาโดยตรงเป็นความผิดอ้อมๆแต่เขาได้รับการลงโทษอย่างไม่ยุติธรรม บางครั้งกติกาของผู้ใหญ่ก็ต้องยอมจำนนต่อสิ่งทีเขาคิดและกระทำแบบตรงไปตรงมาตามประสาซื่อ เขามีทั้งครูที่เข้าใจเขายืนอยู่ข้างเขาคอยให้กำลังใจมาโดยตลอด มีคางคกเป็นเพื่อน บาดหลวงทีเอ็นดูเขา และมีผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและยอมรับในความแก่นแก้วแสนซน ลงโทษ จนเขาต้องหดกลับชีวิตไปอยู่ในโลกของจินตนาการ มีดาราหนังเป็นพ่อในจินตนาการ ทดแทนพ่อจริงๆที่มีช่องว่างระหว่างกัน มีแม่บ้านปากร้ายใจดีเอื้อเอ็นดูเขา ในสิ่งที่เขาสร้างความวุ่นวายให้ด้วยการปกปิดไม่ให้พ่อแม่บุญธรรมรู้ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงไปจนถึงการลักขโมยผลไม้เพื่อนบ้านและแม้กระทั่งเรื่องใหญ่โตขนาดสร้างความวุ่นวายให้สังคมละแวกใกล้เคียง ที่ทำเสียงผีปีศาจวิญญาณให้ผู้คนตื่นตระหนกว่้วุ่นในสิ่งทีเขาทำ และกิจกรรมแผลงๆก็ค่อยซาลงเมื่อเขาโตขึ้น โลกแห่งจินตนาการ ที่ปรึกษาในห้วงความคิดคำนึงก็ค่อยๆทะยอยถอยห่างออกไป จนแม้กระทั่งมีความรักก็มีการพลัดพรากจากกันในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นบทเรียนที่สอนให้เขารู้จักชีวิตในอย่างที่มันเป็นไม่ใช่ในจินตนาการ ต้นส้มแสนรักเป็นนิยายเยาวชนที่มีลีลาการเขียนที่ให้โลกแห่งจินตนาการทับซ้อนกับโลกแห่งความจริงแบบกลับไปกับมาเหมือนโลกแห่งความจริงกับความฝันอยู่ในแนวระนาบเดียวกันจนบางทีผู้อ่นคล้อยตามจนลืมตนว่านี่คือโลกแห่งความจริงหรือฝันกันแน่ รวมความว่าเป็นหนังสือทีสะท้อนปัญหาปฎิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ทำให้มีมุมมองที่เข้าใจเด็กมากขึ้นหรือบางทีผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่ก็อาจหวนนึกคิดกลับไปสู่วัยเด็กและมีปัญหากับผู้ใหญ่อย่างที่เคยเป็น และมีอารมณืร่วมในสิ่งที่ผู็เขียนสื่อออกมา

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความสุขของกะทิ โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ

ความสุขของกะทิ  โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็น วรรณกรรมซีไรต์ ที่เป็นเรื่องราวของตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กหญิงชื่อกะทิ อาศัยอยู่กับ ยายและตา เรื่องราวดำเนินไปกับเหคุการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องเล่าง่ายๆแต่มีเสน่ห์ เรื่องเล่าถึงเหคุการณ์ที่บ้านที่โรงเรียน กะทิมีแม่ที่ป่วยเป็นโรค แอล เอส ดี ที่นับเวลาถอยหลังกับการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ทำให้ต้องแยกไปรักษาตัวที่บ้านชายทะเล เด็กหญิงกะทิ ต้องอยู่กับตาและยาย ที่เป็นคนแก่ใจดี มีลุงซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่มาเป็นตัวละครสำหรับเดินเรื่อง มีน้าชายและหญิงที่มิได้เป็นญาติแต่เคยทำงานกับแม่จนผูกพันเป็นเหมือนญาติ แวดล้อมกระทิจนรอบตัวเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข สุดท้ายแม่ก็จากไป กะทิได้รับส่งมอบบ้านที่แม่จัดเตรียมไว้ให้พร้อมกับอัลบั้มรูปและประวัติความเป็นมาของแม่ และพ่อที่แยกทางกัน แม่เตรียมจดหมายให้กะทิเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะติดต่อพ่อหรือไม่หลังจากที่แม่เสียชีวิต กะทิไปที่ไปรษณีย์และส่งจดหมายถึงพี่ทองที่เป็นเด็กวัดและคุ้นเคยมากับกะทิ แต่ได้รับการสนับสนุนจากหลวงตาให้ไปเรียนต่อเมืองนอก แทนที่จะส่งไปหาพ่อตามที่คนอื่นเข้าใจ ความลับนี้รู้กันเพียงสองคน ความสุขของกระทิเป็นเรื่องราวของเด็กหญิงที่เล่าด้วยภาษาเรียบง่ายไหลเลื่อนเก็บรายละเอียดบรรยากาศแห่งความสุขและความทรงจำทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราว ผู้อ่านสามารถอ่านได้ชนิดรวดเดียวจบแบบวางไม่ลง จากลีลาและสำนวนของผุ้เขียน

นักอยากเขียน โดยศุ บุญเลี้ยง

นักอยากเขียน โดย ศุ บุญเลี้ยง เป็นเรื่องราวชี้แนะผู้ที่อยากเป็นนักเขียนว่า ก่อนที่จะเป็นนักเขียน ต้องเป็นนักอยากเขียนก่อน และยกตัวอย่างอัตตชีวประวัติของตัวเองขึ้นมาเป็นตัวอย่างเริ่มตั้งแต่ พูดถึงผู้ที่เป็นแบบอย่างในการเขียน พูดถึงเรื่องความสำคัญในการอ่าน มิใช่เฉพาะแค่การอ่านหนังสือแต่เป็นการอ่าน โลกและชีวิต เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และที่สำคัญต้องเป็นคนช่างสังเกตุ การสื่อสารภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้กับผู้อ่านได้รับรู้ในสิ่งเดียวกัน เขาเล่าว่าแรกเริ่มได้แรงดลใจจากอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยที่เอาเรื่องที่เขาเขียนไปอ่านหน้าชั้นแล้วให้ความเห็นว่าอนาคตน่าจะเป็นนักเขียนได้ นี่คือแรงขับเคลื่อนหนึ่งในหลายๆแรงขับ เช่น นิสัยที่ชอบซึ่งแตกต่างจากสังคมรอบข้าง ทำให้เป็นคน ชอบคิด ชอบสังเกตุในมุมที่แตกต่างกับคนอื่น การเขียนเริ่มจากการเขียนบันทึกประจำวันในวัยเด็กแล้วพัฒนามาเป็นบันทึกประจำตัวแทน การเขียนจดหมายและไปรษณีย์บัตรก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก การได้ไปทำหนังสือชาวค่าย อารมณ์ขี้เล่น สนุกนึกในความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไปทำให้พัฒนาการเขียนและโดยเฉพาะเมื่อไปทำหนังสือไปยาลใหญ่ของสำนักศิษย์สะดือ ศุ บุญเลี้ยงพูดถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นตัวกระตุุ้นให้เกิดงานเขียน ไม่วาจะเป็นอารมณ์
ไม่พึงพอใจในเรื่องบรรยากาศการเชียร์ของชาวมหาวิทยาลัย จริตนิสัยในการดำเนินชีวิตที่ไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตของคนอื่น ความรัก ความผิดหวัง ล้วนแล้วเป็นแรงขับดันให้เกิดการเขียน จนกลายมาเป็นนักเขียน รวมทั้งเป็นนักแต่งเพลง ด้วย ในบทหนึ่งของหนังสือ "นักอยากเขียน" เล่มนี้ยังมีบทสัมภาษณ์
ที่ผู้เขียนให้นิตยสาร ไรท์เตอร์สัมภาษณ์ รวมอยู่ด้วย ศุ บุญเลี้ยงมีผลงานรวมเล่มอยู่หลายเล่มที่เผยแพร่สู่ผู้อ่าน เป็นนักร้อง นักดนตรีอารมณ์ดี แนวเขียนของเขาก็มักอารมณ์ดัตามบุคคลิกไปด้วย เขาให้ข้อสังเกคุไว้ว่าเมื่ออยากเป็นนักเขียน ก็ต้องลงมือเขียน ไม่ต้องกลัวผิดกลัวเชย เขาบอกไว้บนปกหลังของหนังสือว่า "มีคนจำนวนมาก อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่ค่อยเขียน ข้าพเจ้ามีคำแนะนำข้อแรกง่ายๆ สั้นๆว่า ให้ท่านเป็นนักอยากเขียนเสียก่อน ไม่ใข่คิดแต่จะเป็นนักเขียน โดยไม่ลงมือเขียนอะไรสักอย่าง"
เป็นคำแนะนำที่ไม่เลวและเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ สำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน ลองหา"นักอยากเขียน" มาอ่านดูเผื่อจุดประกาย นักเขียนในตัวให้ลุกโชนขึ้นมาได้ 

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

ขอบฟ้าทะเลกว้าง โดย อัศศิริ ธรรมโชติ

ขอบฟ้าทะเลกว้าง โดย อัศศิริ  ธรรมโชติ  เป็นนวนิยายขนาดสั้น เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวที่มีชีวิตผูกพันอยู่กับท้องทะเล สาหร่าย-หญิงสาวมีพ่อที่เป็นลูกจ้างเรือประมง กับมีแม่ที่เป็นแม่ค้าขายปลาในตลาด มีชีวิตอยู่กับความยากจน จึงใฝ่ฝันว่าจะมีชีวิตที่ดีงามกว่า การจ่อมจมอยู่กับพ่อขี้เมาหลังจากกลับจากทะเล และการทะเลาะเบาะแว้ง ส่วนหนุ่มเมืองเป็นลูกกำพร้าพ่อตาย แม่ตายเพราะพิษแห่งความทุกข์ยากจากการมีชีวิตอยู่กับท้องทะเลที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง จากชาวประมงพื้นบ้านที่ถูกทุนใหญ่กว่า เครื่องไม้เครื่องมือดีกว่า เบียดดันพื้นที่ของชีวิตจนอยู่อย่างลำบากและตายไป ปล่อยให้หนุ่มเมืองอยู่กับลุงและได้เรียนรู้การหากินกับทะเลจากลุง หนุ่มเมืองกับสาวสาหร่ายพบรักกัน สาวสาหร่ายวาดฝันที่จะให้หนุ่มเมืองมีเรือประมงเป็นของตนเองเพราะไม่อยากมีชีวิตครอบครัวเป็นลูกจ้างที่ไร้ปัจจัยการผลิต ทั้งสองหนุ่มสาวตกลงหนีตามกันไปสร้างครอบครัวเพราะความขาดแคลน และย้อนกลับมาขอขมาพ่อแม่เพื่อสร้างครอบครัวในภายหลัง ความวาดฝันของสาหร่ายเดินไปตามฝัน มีเรือเป็นของตัวเองให้หนุ่มเมืองได้ออกทะเลไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร และสาหร่ายจะขายปลาที่หนุ่มเมืองจับได้ไม่ยอมเป็นเครื่องมือขายปลาให้กับนายทุนเหมือนอย่างที่แม่เป็น  ทั้งสองมีชีวิตครอบครัวอยู่บนความลำบากขาดแคลน มีลูกชายเป็นโซ่คล้องชีวิตหนึ่งคน ไปโรงเรียน ไม่มีแม้รองเท้าจะใส่ หนุ่มเมืองอยากจะไปมีชีวิตเป็นลูกจ้างเรือประมงของนายทุนเพื่อจะได้มีรายได้เพื่อมาจุนเจือครอบครัวแต่เมื่อหนุ่มเมืองพูดถึงการไปเป็นลูกจ้างเมื่อไรก็มักจะไปกระทบปมในใจและทำลายความฝันของสาหร่ายทำให้ทะเลาะเป็นปากเสียงกันเสียแทบทุกครั้ง หนุ่มเมืองชี้ให้สาหร่ายเห็นถึงการเปลี่ยนไปของยุคสมัย ชาวประมงพื้นบ้านถูกกระทบจากเรือประมงของทุนใหญ่ซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมมากกว่าการอยู่อย่างพอเพียง
ถึงหน้าฤดูมรสุมหนุ่มเมืองทะเลาะกับสาหร่ายเรื่องเดิม เรื่องการไปเป็นลูกจ้างเรือประมงใหญ่แต่สาหร่ายยืนยันความคิดเดิมที่จะเป็นเจ้าของกิจการ สุดท้ายหนุ่มเมืองพาเรือออกทะเลลึกไกลเกินกว่าที่เคยมา
สุดท้ายเจอมรสุมและถูกเรือใหญ่ชนจนเรือแตก สาหร่ายเฝ้ากระวนกระวายรอการกลับมาของหนุ่มเมือง
สุดท้ายหนุ่มเมืองถูกช่วยชีวิตกลับคืนสู่ฝั่ง และได้รับค่าชดเชยความเสียหาย สาหร่ายต้องการนำเงินที่ได้รับการชดใช้ไปทำอาชีพใหม่ ไม่ต้องการให้หนุ่มเมืองออกทะเลอีก แต่หนุ่มเมืองยืนยันที่จะเป็นชาวประมงต่อไปและบอกว่าทะเลต้องการคนแบบเขา ทะเลต้องการการบุกเบิกใหม่ๆ และย้ำให้สาหร่ายคิดถึงความฝันและยืนหยัดที่จะสานฝันต่อไป นวนิยายขนาดสั้นฝีมือของ อัศศิริ ธรรมโชติ นักเขียนรางวัลซีไรต์  ถ้อยคำลีลาสำนวน ไม่ผิดหวังเลยสำหรับคอวรรณกรรม

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้  โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นหนังสือรวมความเรียง 9 เรื่อง
ประกอบไป บทแรก"ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ "ซึ่งถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ นามเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ใครๆย่อมรู้จักดีในฐานะ ของขบวนแถวหน้าของการต่อสู้กับเผด็จการทหารเพื่อเพรียกหาสังคมที่ดีกว่า ผู้กลายเป็นนักรบแห่งป่าเขา กบฎแห่งกบฏ และเป็นอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งนักเขียน
ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้เป็นเรื่องของความคิดคำนึงและความผูกพันระหว่าง" นายผี "(อัศนีย์ พลจันทร์) กับตัว เสกสรรค์ ซึ่งมีลักษณะนิสัย และทิศทางแห่งอุดมคติสอดคล้องกันแต่ต่างกันตรงวันวัยและประสบการณ์ วันที่การปฎิวัติแห่งอุดมการณ์เข้ามุมอับ  เสกสรรค์เลือกที่จะลงจากเขามายอมรับสภาพความเป็นจริงว่าความหวังได้สูญสลายลงไปแล้ว แต่นายผี ที่เขาสนิทสนมจนถูกกล่าวหาว่าเป็น "เด็กลุง"
กลับเลือกที่จะทิ้งตำนานชีวิตไว้ให้เป็นตำนานของนักสู้ผู้ไม่ยอมค้อมหัวให้กับความไม่ถูกต้อง โดยไสช้างเข้าป่า ไปจบชีวิตในเมืองลาว สิ่งที่ทั้งเสกสรรค์ และนายผีได้รับ ขณะที่อยู่ร่วมในขบวนการปฏิวัติก็คือ ข้อกล่าวหาว่า "ค้านพรรค "ทั้งๆที่จริงแล้วเป็นเพราะ วิสัยทัศน์ที่ทั้งสองต่างมองเห็นเหมือนกัน และความไม่นิ่งดูดายที่จะสานฝันให้เป็นจริง ทำให้ผู้นำของขบวนการที่มีวิสัยทัศน์มืดบอดด้วยความมีอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน ถึงกับ "แขวน "สถานะความเป็นหัวแถวในขบวนทัพของบุคคลทั้งสองเอาไว้ ไม่ให้มีบทบาทนำในขบวนทัพของประชาชน และสุดท้ายกาลเวลาก็พิสูจน์ความเป็นคนจริง
ของคนที่ถูกกล่าวหาว่าค้านพรรค ในขณะที่คนที่กล่าวหาซึ่งเป็นหัวขบวน "ยอมจำนน" สลายพรรคไปในที่สุด เรื่องราวของความผูกพันของคนทั้งสอง ถูกย้อนรอยรำลึกในงานศพ นายผี ขนาดที่ว่าลูกผู้ชายอย่างเสกสรรค์ ยังหลั่งน้ำตา
เรื่องที่สองเป็นเรื่องของความผูกพันกับสายน้ำของผู้เขียนเอง ตั้งแต่เกิด แม่น้ำบางปะกง  แม่น้ำเจ้าพระยาตอนศึกษาอยู่ธรรมศาสตร์  ลำน้ำแม่จันยามเหนื่อยนล้าของขบวนแถวปฏิวัติ  ลำน้ำจากห้วยขาแข้งเมื่อคราวละความฝันที่ไม่อาจไปถึงกับขบวนแถว แม้กระทั่งไปเรียนเมืองนอกก็ยังวนเวียนอยู่กับสายน้ำรวมทั้งสายน้ำแห่งทะเลอันดามัน ผู้เขียนเปรียบสายน้ำเป็นหญิงสาวที่ควรให้เกียรติและทะนุถนอม
ชีวิตที่ปล่อยลอยล่องดูกระแสน้ำ หากิจกรรมร่วมเช่นการตกปลา มีอารมณ์ร่วมบ้าง เรื่อยเฉื่อยเรื่อยฉ่ำบ้างก็เพียงเพื่อจะหาสิ่งที่มาทดแทนความรู้สึกปวดร้าวที่อัตตาสั่งสมไว้ในความเป็นตัวตน

ผู้ชายสายน้ำ และความหมายของเพศพันธ์ เป็นเรื่องราวความคิดคำนึงในความเป็นเพศหญิงของสายน้ำ
ปลาบางตัว  เป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตเป็นพรานเบ็ดเพียงเพื่อจะทำให้วันเวลาผ่านเลยไป ด้วยการออกทะเลตกปลา เพื่อหาพื้นที่ให้ชีวิตในยามไร้เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม เปรียบเทียบกับปลาที่ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด บางอารมณ์ผู้เขียนก็รู้สึกตื่นเต้นกับการเย่อกับปลา แต่บางคราวยามครุ่นคิดอารมณ์เริงรื่นกับมิปรากฏจนทำให้จับสังเกตุได้ว่าอารมณ์ที่มีต่อปลาแต่ละตัวไม่เหมือนกันสุดท้ายผู้เขียนก็หวนมาคำนึงถึงความหม่นหมองแห่งชีวิตที่ไม่อาจบรรลุฝันแห่งตนได้ในอดีตถึงกับเปรียบเทียบตนเองกับปลาบางตัวไม่ได้ว่า ยามอับจนปลากล้าแตกหักกับชีวิตเอาปากกระแทกเรือจนปากหัก ขณะที่เขาเองไม่กล้าขนาดนั้นเรียกว่าเทียบกันไม่ได้ถึงขนาดของใจ                                                                              
เด็กหนุ่มกับชายชรา
     เป็นเรื่องราวของการจากพรากของลูกชายที่ต้องไปศึกษาแดนไกล ทำให้หันกลับมาทบทวนชีวิตตนเอง ในเรื่องการจากพรากกับพ่อแม่ รวมทั้งต้องการให้ลูกชายได้พบครูทางจิตวิญญาณที่ไม่มีการศึกษาในระบบแต่ จบปริญญาชีวิตแห่งท้องทะเลพูคุยดถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนไปคุณธรรมค่านิยมก็ต่างกันไป
 รูปปั้นและงานแกะ  ท่ามกลางโบราณสถาน มนตืรักลูกเป้งและเรื่องสุดท้าย ฝ่าลมหนาว: เยือนภูผาแห่งความหลัง เป็นเรื่องราวของการกลับไปดูร่องรอยอดีต ไปดูประวัติศาสตร์ที่ตนเองมีส่วนร่วมในการจารึก
ไปหาญาติสนิทมิตรสหายที่ทุุ่มเททั้งชีวิตให้กับขบวนการปฏิวัติ แต่เมื่อการปฏิวัติล้มเหลวต่างคนต่างแยกย้ายหาอยู่หากิน ปํญญาชนมีทางเลือกมากกว่าในขณะที่ประดาเบี้ย ไม่ว่าเบี้ยคว่ำ หรือเบี้ยหงาย อยู่กันอย่างยากลำบาก สุดท้ายผู้เขียนได้รับการฝากลูกฝากหลานของสหายที่เคยร่วมชีวิตกันเมื่อครั้งก่อน
เพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ทั้งๆทีสหายเดือดร้อน สุดท้ายผู้เขียนสรุปตนเองว่า "อ่านหนังสือนับพันเล่ม เดินทางมาหลายหมื่นลี้ แต่มิอาจทำให้คนเพียงหยิบมือเดียวมีชีวิตดีขึ้น "
บทสรุป "ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ " เป็นเรื่องราวของการเปิดปากแผลของหัวใจของสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องผ่านความครุ่นคิดทางอารมณ์ เพื่อหาทางหลีกเร้นจากตนตัวสุดท้ายก็พานพบแค่ความปล่อยวางเพียงชั่วขณะมิอาจลืมเลือนอดีตได้ตราบเท่าที่ยังไม่ก้าวขึ้นเหนือคลองแห่งความคิด
 "ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ "เป็นเรื่องราวของการล้อเล่นกับอัตตาของคนๆหนึ่งซึ่งมีฐานะทางประวัคิศาสตร์ที่น่าลองหามาอ่านดู

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไตร่ตรองมองหลัก เขมานันทะ

 ไตร่ตรองมองหลัก โดยเขมานันทะ    เป็นบทความว่าด้วยศาสนาและปรัชญา เป็นงานบรรยายให้นักศึกษาปริญญาโท มหาลัยมหิดลและงานเขียน อื่นๆ หนังสือประกอบไปด้วยบทนำ ที่พูดถึงการยึดติดในความเชื่อทั้งในสิ่งที่เป็นรูปธรรมเช่นสำนัก อาจารย์  หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นการเข้าถึงภาวะที่มนุษย์ใฝ่หาไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอะไร นิพพาน พรหม  พูดถึงความคิด จริยธรรมในระดับโลกียและโลกุตระว่าเนื่องด้วยความคิด ไม่ห้ามความคิด ไม่เข้าไปในความคิด เพียงแต่เฝ้ามองความคิดด้วยความตระหนักรู้
ทำนองรู้แล้วทิ้ง(รู้แต่ไม่รู้อะไร) เหมือนนิทานเซนที่บอกว่าไปตลาดแต่มิได้เอาอะไรกลับมา
บทแรก "สาระสำคัญแห่งวัชรญาณตันตระ เป็นคำบรรยายแก่นักศึกษาระดับปริญญาโทศาสนาเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา ในคำบรรยายพูดถึงความเข้าใจผิดๆของคนไทยเกี่ยวกับมหายาน นิกายตันตระ วัชระยาน และชี้ให้เห็นถึงความเป็นเอกยาน ไม่ว่าจะเป็นเถรวาทหรือมหายานสุดท้ายก็มุ่งตรงจุดหมายปลายทางสิ่งเดียวกันเพียงแต่มหายานมีคติที่จะเข้านิพพานเป็นคนสุดท้ายหลังจากช่วยส่งสรรพสัตว์เข้าสู่นิพพานแล้ว คือเป็นเรื่องมหาชน แต่ทางเถรวาทมีคติว่าการเข้าถึงจุดมุ่งหมายเป็นเรื่องเฉพาะตนไม่สามารถจะขนเข้าสู่เป้าหมายเป็นกองทัพธรรมได้   ในบทนี้ท่านได้กล่าวถึงความเข้าใจผิดในเรื่องตันตระว่าเป็นยุคสมัยที่แผ่คลุมไปถึงพวกฮินดูด้วยมิใช่มีเพียงพุทธศาสนา เท่านั้น และชี้ให้เห็นถึง การเสพย์ ในสิ่งที่คนไม่มีพื้นฐานของการเข้าสู่กระแสธรรม รับไม่ได้ ไม่เข้าใจ ทำให้มองว่าเป็นเรื่อง
นอกรีตนอกรอยไป ไม่ว่าจะเรื่องการเสพย์เนื้อ เสพย์สุรา และการเสพย์เมถุน ท่านชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องเฉพาะ เป็นเรื่องวงใน ที่คนไม่ได้อยู่ในวงการไม่มีทางเข้าใจได้ และเป็นการกระซิบบอกต่อจากอาจารย์สู่ศิษย์แบบกระซิบตัวต่อตัว วิธีการแบบหนามยอกเอาหนามบ่ง เอาไฟไปดับไฟ เพราะว่าตัณหาราคะนั้นเป็นความตื่นของจิตเพียงแต่สติไม่ว่องไวพอทีจะโหนกระแสของความตื่นนี้ไปตระหนักรู้
บทที่สอง ข้อพินิจไตร่ตรอง ต่อความมีอยู่และไม่มีอยู่ของสิ่งต่างๆ  ซึ่งเป็นบทความในการสัมมนาทางวิชาการ ณ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้หัวข้อใหญ่ "สภาวะสูงสุดแห่งศาสนา" กล่าวโดยรวมๆเป็นเรื่องของความคิดและการเฝ้าดูความคิด การแยกผู้ดูออกจากสิ่งที่ดู เหมือนพยับแดด เห็นว่ามีแต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ก็ไม่มีแต่พอถอยกลับออกมากลับมี
บทที่สาม" เหนือความคิด "เป็นการพูดถึงสูตรของเว่ยหล่าง ที่สรุปออกมาเป็นโศลกได้สองบทที่แตกต่างกันชนิดหนังคนละซีน
โสลกบทแรกเป็นของชินเชาซึ่งอยู่ในคลองความคิดของความมีอยู่ เป็นอยู่ความว่า
 "กายของเราคือต้นโพธิ
และใจของเราคือกระจกเงาอันใส
เราเช็ดมันอย่างตั้งใจในทุกๆโมงยาม
ทั้งไม่ยอมให้ฝุ่นธุลีปรากฎขึ้นได้ "

ส่วนโศลกอีกบทหนึ่งเป็นของเว่ยหล่างสังฆปรินายกสมัยยังเป็นอุบาสกทำงานอยู่ในโรงครัวสำนักวัดตุงชัน

 "ไม่มีต้นโพธิ
ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใสสว่าง
เมื่อทุกสิ่งว่างไร้
ฝุ่่นจะปรากฏได้ที่ไหน "
  ท่านเว่ยหล่างชี้ให้เห็นถึงจิตเดิมแท้ "ใครเลยจะนึกว่าแก่นสารทางใจนั้นบริสุทธิ์หมดจดอยู่เองแล้ว ใครเลยจะนึกว่า แก่นสารทางใจนั้นอิสระอยู่เองแล้วจากการเกิดขึ้นหรือการถูกทำลาย ใครเลยจะนึกว่าแก่นสารทางใจนั้นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงโดยแท้จริง ใครเลยจะนึกว่าทุกๆสิ่งทุกๆอย่างคือการปรากฏออกแห่งแก่นสารแห่งใจ"

พรหมจรรย์และฐานแห่งการภาวนา เป็นบทสนทนาเรื่องสติปัฏฐานสี่กับอ. ปรีชา ก้อนทอง เมื่อมกราคม 2538
ท่านอธิบายถึงเรื่องสติปํฎฐานสี่ ตั้งแต่ เรื่องกาย เวทนา จิตและธรรม การเห็นความความคิดโดยอาศัยบาทฐานทั้งสี่เป็นตัวตั้งโดยมีหลักของการเคลื่อนไหว เพื่อรู้แต่ไม่รู้อะไร และกล่าวถึงสติไม่ใช่องค์คุณเดียวของพรหมจรรย์ ต้องมีสมาธิและปัญญาร่วมด้วยเพราะลำพังสติอย่างเดียวไม่อาจละเวรได้ โดยอธิบายว่า เวรคือเมื่อถึงรอบต้องทำอีก เช่นการอยู่เวรอยู่ยาม ท่านพูดถึงการรู้สึกตัวสดๆถ้วนๆล้วนๆ
เป็นประสาทสัมผัสไม่ผ่านคลองความคิด เพราะมนุษย์มักจะติดคิด และไม่สามรถหลุดออกมาจากคลองความคิดได้
ส่วนบทสุดท้ายที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็น "โศลกคำสอนมหามุทราของติโลปะ "เป็นโศลกทั้งหมดยี่สิบแปดบท "โศลกธรรมยี่สิบแปดบท แห่งคำสั่งสอน มหามุทราของติโลปะต่อนโรปะ"
 โศลกคำสอนมหามุทรายี่สิบแปดบทของมหาคุรุมหาสืทธาติโลปะ ถูกถ่ายทอดสู่บัณฑิตย์แห่งกัศมีร์ นักพรตและสิทธานโรปะ ณ.ริมฝั่งแม่คงคา หลังจากนโรปะสำเร็จการบำเพ็ญตบะธรรม สิบสองประการ นโรปะถ่ายทอดคำสอนในภาษาสันสกฤตสู่ มารปะโบลสะโกรสะ อันท่านได้แปลอย่างอิสระเป็น๓าษาธิเบต ณ.หมู่บ้านบุลาหริพรมแดนธิเบต-ภูฐาน
 บทสรุปของโทหโกษ เป็นธรรมวาทะสุดท้ายแห่งการปฎิบัติมหามุทราแปลจากสันสกฟตเป็นธิเบตโดยนักพรตชาวอินเดียชื่อไวโรจนะ แปลเป็นอังกฤษโดยKlethDawman  (Zอนาคาริก Kunzan tenzin )และแปลเป็นไทโดย เขมานันทะ

บทสรปของโศลกนี้

 ปราศจากความคิด ปราศจากความไตร่ตรองพิจารณา
หรือแยกแยะโดยประการใด
ปราศจากสมาธิและทั้งปราศจากการกระทำ (กรรม) ใดๆ
ปราศจากความสงสัยกังขา หรือคาดหมาย
การปรุงแต่งก่อตัวทางจิต และสภาพฝัดใฝ่สลายไปเองแล้ว โฉมหน้าเดิมของความจริงพลันฉานฉาย

หนังสือ ไตร่ตรองมองหลัก ผลงานของเขมานันทะ ศิลปินแห่งชาติเจ้าของวาทะ การมีครูบาอาจารย์ไม่จำเป็นต้องมีแค่ครูบาอาจารย์คนเดียว ท่านเป็นศิษย์สวนโมกข์ผู้ปั้นอวโลกิเตศวรฝากไว้ และเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเทียน "ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ"  จากคำพูดอันใสซื่อ แต่ฉุดกระชากความรู้สึกชนิดต้องฉุกคิด ว่า"ความรู้ที่ท่านเอามาพูดนี้เอามาจากไหน"
นี่กระมัง ที่ไม่ต้องชี้ชวนว่าควรหามาอ่าน "ไตร่ตรองมองหลัก" โดยเขมานันทะ

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

สิทธารถะ (siddhartha) แฮร์มัน เฮสเส

สิทธารถะเป็นวรรณกรรม ซึ่งเป็นผลงานของนักเขียน รางวัลโนเบลชาวเยอรมัน แฮร์มัน เฮสเส
สิทธารถะเป็นเรื่องราวของมานพหนุ่มในตระกูลพราหมณ์ ชื่อสิทธารถะ ที่แสวงหาสัจจธรรมด้วยตนเองหลังจากที่ออกบวชพร้อมกับสหายซึ่งเป็นพราหมณ์ด้วยกันชื่อโควินทะ ทั้งสองสหายหลังจากออกบวชแล้วก็ได้ปฎิบัติภาวนาหาทางหลุดพ้น สิทธารถะ เมื่อสองสหายพบสมณะโคดม โควินทะได้ตัดสินใจบวชเข้าในหมู่สมณะ เป็นภิกษุในพุทธศาสนา แต่สิทธารถะทูลลาพระพุทธองค์ออกจาริกแสวงหาสัจจธรรมต่อไป จนในที่สุดหวนคืนสู่เพศฆราวาส โดยข้ามแม่น้ำและสนทนากับชายแจวเรือชื่อวาสุเทพ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำแบบเรียบง่าย มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ  เมื่อสิทธารถะ ข้ามฟากไปแล้วก็หวนคืนสู่เพศฆราวาส ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนางงามเมืองชื่อกมลาและสุดท้ายก็ได้ไปร่วมหุ้นทำมาค้าขายกับพ่อค้าใหญ่ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง สุดท้ายก็หวนกลับคืนสู่การค้นหาสัจจธรรม โดยไปอยู่ร่วมกับวาสุเทพและทิ้งความมั่งมีไว้เบื้องหลัง วรรณกรรมเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นถึงวิถีทางที่แตกต่างของ สองสหาย โควินทะบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศานาแสวงหาความหลุดพ้นแต่ยังไม่พัฒนาก้าวหน้าไปสู่ความหลุดพ้น ขณะที่สิทธารถะ หวนกลับไปสู่ชีวิตฆราวาสใช้ชีวิตเต็มเหนี่ยวในโลกียสุข แล้วตีกลับมาค้นหาสัจจธรรมโดยเรียนรู้จากวาสุเทพ ชายแจวเรือที่มีชีวิตเรียบง่ายสอดคล้องกับธรรมชาติ นิ่ง สงบ นี่กระมังที่เรียกว่าธรรมมะคือหน้าที่ การหยั่งรู้สัจจธรรมมิจำเป็นที่จะต้องหยั่งรู้โดยผ่านรูปแบบและวิธีการ อาจหยั่งรู้โดยการภาวนาผ่านชีวิตที่เรียบง่าย โควินทะผู้อุทิศยอมตนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับรูปแบบยังมิอาจพัฒนาไปถึงจุดแห่งการหยั่งรู้ สิทธารธะ เป็นวรรณกรรมที่มีอิทธิพลต่อ
ผู้ใส่ใจในสัจธรรม เป็นรูปแบบแห่งความหลุดพ้นรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่อิงกับรูปแบบแต่ใส่ใจในเนื้อหา